การทำปากจู๋เป็นหนึ่งในท่าบริการกล้ามเนื้อปาก

พูดไม่ชัด
การพูด สื่อสาร ไม่เพียงแค่เด็กรู้จักคำศัพท์ รู้จักไวยากรณ์ต่างๆได้ดีเท่านั้น แต่การออกเสียงให้ชัดก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ ฟังเข้าใจ ยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก การเข้าสังคม ซึ่งหากเด็กออกเสียงได้ไม่ชัดเจน ก็ทำให้เป็นอุปสรรคของความมั่นใจ รวมถึงส่งผลให้ตัวเด็กเกิดความคับข้องใจในการสื่อสาร
การออกเสียงพยัญชนะ และสระต่างๆนั้นมีช่วงเวลาที่เด็กสามารถเริ่มออกเสียงได้ชัดเจน ดังบทความ “พัฒนาการด้านการออกเสียง” แต่หากพบว่าเด็กยังออกเสียงได้ช้ากว่าวัย เราควรกระตุ้นฝึกให้เด็กพูดชัดขึ้นได้ โดยส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากการฝึก Oral Motor Exercises หรือคือการฝึกขยับเคลื่อนไหว หรือคือการฝึกขยับเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด เช่น ริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ขากรรไกร โดยมีเป้าหมายหลัก 3 อย่างคือ การเพิ่มความแข็งแรง การเพิ่มความแม่นยำ และการเพิ่มความคล่องแคล่วให้กับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการออกเสียง (Speech Mechanism)
การฝึกขยับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดนั้น ทำให้กล้ามเนื้อมีความพร้อมที่จะใช้งานในการพูดออกเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ ในเด็กที่ขาดโอกาสในการเริ่มออกเสียงตามวัย พัฒนาการทางภาษาล่าช้าพูดไม่ชัด เด็กที่มีปัญหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีความผิดปกติของการเคลื่อนไหวอวัยวะที่ใช้ในการพูด ที่ส่งผลให้เด็กออกเสียงไม่ชัดต่างๆ เช่น เด็กออกเสียง สี เป็น ตี๋ หรือ ช้า เป็น ก้า หรืออื่นๆ
เป้าหมายหลักในการฝึก
เป้าหมายหลักในการฝึกมีด้วยกัน 3 ข้อ คือ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ความคล่องแคล่ว และความแม่นยำ

- ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วในการออกเสียง
ทำให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆได้เป็นจังหวะในทุกทิศทาง แบ่งเป็นท่าพื้นฐาน และท่าที่ฝึกความคล่องแคล่วคือการขยับท่าทาง 2-3 ท่าต่อเนื่อง ดังนี้- ริมฝีปากและขากรรไกร
ท่าพื้นฐาน เม้มปาก การอ้าปากกว้าง การเหยียดปากยิ้ม การห่อปาก
ท่าที่ฝึกความคล่องแคล่ว เช่น อ้าปากแล้วห่อปาก ห่อปากแล้วยิ้ม ยิ้มแล้วอ้าปาก เป็นต้น - ลิ้น
ท่าพื้นฐาน แลบลิ้นยาว ถอยลิ้นกลับ แตะลิ้นที่มุมปากซ้าย แตะลิ้นที่มุมปากขวา แตะลิ้นหลังฟันบน แตะลิ้นหลังฟันล่าง
ท่าที่ฝึกความคล่องแคล่ว แลบลิ้นยาวแล้วถอยกลับ แตะมุมปากซ้ายสลับขวา อ้าปากกว้างแตะหลังฟันบนสลับล่าง ใช้ลิ้นเลียไปรอบๆริมฝีปากด้านนนอก ใช้ลิ้นเรียรอบริมฝีปากด้านในเป็นวงกลม และใช้ลิ้นเลียไปรอบๆฟันบนและล่าง
- ริมฝีปากและขากรรไกร
- ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกเสียง
ริมฝีปากและกรามมีท่าฝึกดังนี้ เม้มปากแน่นแล้วปล่อยออกให้เกิดเสียงเป๊าะปาก ห่อปากแล้วขยับ ห่อปากเป่าลม อ้าปากค้างไว้ ห่อปากค้างไว้ แหยียดปากยิ้มค้างไว้
ลิ้น แลบลิ้นยาวค้างไว้ แตะที่มุมปากซ้ายและขวาค้างไว้ อ้าปากกว้างแตะลิ้นหลังฟันบนค้างไว้ แตะหลังฟันล่างค้างไว้ ออกแรงใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มซ้ายและขวา - ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกเสียง
คือการควบคุมให้อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงท่าทางต่างๆที่บอกไปข้างต้น ทำได้อย่างแม่นยำ วางตำแหน่งของริมฝีปาก ลิ้น ขากรรไกร ตรงตามที่ต้องการสม่ำเสมอทุกๆครั้งของการเคลื่อนไหว หรือทำท่าตามบอกได้โดยไม่ต้องมองกระจกช่วย

การบริหารอวัยวะที่ใช้ในการพูดนั้น ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ คล้ายกับการออกกำลังกายที่ต้องฝึกฝน ตั้งใจและอดทนจนกว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยการฝึกควรฝึกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 5-10 นาที ต่อเนื่องในทุกๆวัน และทำจนกว่าจะเริ่มขยับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นจนสามารถฝึกออกเสียงต่อไปได้ หรือในบางรายคือต้องทำต่อเนื่องเพื่อคงความสามารถนั้นไว้ไม่ให้ถดถอย โดยนอกจากความพยายามของตัวเด็กเองแล้ว ผู้ปกครองเองมีส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดกำลังใจ ซึ่งสามารถทำได้โดย
- การสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมที่ดี มีกระจกช่วยให้เด็กมองเห็นปากตนเอง ผู้ปกครองช่วยและทำด้วยกัน เน้นการให้กำลังใจ ให้คำชม ไม่มีการกดดันเมื่อทำไม่ได้ เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกถูกตีตราว่าไม่เก่ง หรือทำให้สูญเสียความมั่นใจไป
- การจัดตารางฝึกในทุกๆวันเพื่อให้เกิดวินัย สร้างความชัดเจนให้เด็กรู้ว่าเป็นกิจวัตรหนึ่งที่เราต้องทำ
- การทำให้กิจกรรมที่ต้องทำนั้นสนุกสนาน เช่น เล่นไปด้วยและแทรกการฝึกบริหารไปด้วยอย่างแนบเนียน ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย สนุก ช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพสามารถทำได้ต่อเนื่องยาวนาน
ทั้งนี้ทั้งนั้น การฝึกบริหารอวัยวะที่ใช้ในการพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝึกพูด ฝึกออกเสียงให้ชัดเจน ซึ่งในส่วนนี้ผู้ปกครองสามารถกระตุ้นได้ที่บ้าน แต่ไม่สามารถทดแทนการประเมินและฝึกพูดโดยนักแก้ไขการพูดได้ เพราะแม้ Oral Motor Exercises จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดให้มีความพร้อม แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เด็กพูดชัด จำเป็นต้องดูองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย โดยนักแก้ไขการพูดจะดูทั้งระบบภาษาและระบบการออกเสียง เพื่อค้นหาปัญหาและแก้ไขให้ตรงจุดมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น ประเมิน ระบบการหายใจ ระบบการออกเสียง ระบบการควบคุมอวัยวะที่ใช้ในการพูด ความเข้าใจในการฟัง การแยกแยะเสียงที่ได้ยิน รูปแบบการออกเสียงและเสียงที่พูดไม่ชัด นอกจากนี้ยังสามารถดูความรุนแรงของอาการและหาแนวทางในการฝึกต่อไป
การจะให้เด็กคนหนึ่งกลับมาออกเสียงพูดได้ชัดนั้นอาศัยองค์รวมประกอบกันหลายอย่างดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ฉะนั้นหากสังเกตว่าลูกยังพูดไม่ชัด หรือเริ่มพูดช้ากว่าปกติ การฝึกกล้ามเนื้อปากช่วยพัฒนาการพูดของเด็กได้ แต่ควรทำควบคู่กับการประเมินและฝึกพูดอย่างถูกวิธีโดยนักแก้ไขการพูดนั้นจะตรงจุดที่สุด


