ทำความรู้จักเด็กพูดไม่ชัด

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง

มาทำความรู้จักกับเด็กพูดไม่ชัดจากระบบประสาท แบบไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว หรือ Childhood Apraxia of speech (CAS) 

เด็กพูดไม่ชัดมีสาเหตุหลากหลาย ทั้งการทำงานกล้ามเนื้อผิดปกติ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดอ่อนแรง กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดไม่เคยใช้งาน หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ หรือเกิดจากการเรียนรู้การออกเสียงที่ผิด และรวมถึงอีกสาเหตุ คือ เกิดปัญหาจากระบบประสาท หนึ่งในนั้นคือ ระบบประสาทส่วนการวางแผนการออกเสียงผิดปกติ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ยาก มีความรุนแรง ใช้เวลาในการรักษานานและจะส่งผลกระทบต่อการพูดจนตลอดชีวิตของเด็กหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  

จากข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า เด็กที่มีโรคอะแพรกเซีย(Childhood Apraxia of speech) มีความชุกอยู่ที่อัตราส่วน 1-2 คนต่อเด็ก 1,000 คน โดยพบในเด็กชายมากกว่า 

อะแพรกเซียในเด็ก หรือ ความผิดปกติของการพูดในเด็ก ที่เกิดจากระบบประสาทสั่งการวางแผนการพูดผิดปกติ (motor programming และ motor planning) 

เป็นกลุ่ม motor speech disordes อย่างหนึ่ง ที่จะส่งผลให้เด็กไม่สามารถควบคุมการพูดของตนเองได้อย่างที่ต้องการ ทำให้เด็กพูดไม่ชัด โดยมีจุดเด่นอย่างหนึ่งที่อาจสังเกตได้ เช่น  

  

  • เด็กพูดไม่ชัดมากๆ 
  • มีอาการพยายามอยากพูดแต่พูดไม่ออก คับข้องใจเมื่อต้องพูด แต่สามารถพูดได้ในขณะที่ไม่ตั้งใจ 
  • มีจังหวะในการพูดผิดปกติ พูดหยุดเป็นช่วงๆ เมื่อเปลี่ยนพยัญชนะในแต่ละพยางค์

สาเหตุหของโรค

พบว่าเกิดจากสมองส่วนการวางแผนการสั่งการกล้ามเนื้อ ร่วมกับการการประสานงานการขยับอวัยวะที่ใช้ในการพูดผิดปกติ ส่งผลให้ ปาก ลิ้น กราม ทำงานอย่างไม่ประสานกัน  

โดยไม่มีอาการอ่อนแรงและสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้อย่างปกติ ยกเว้นขณะที่ใช้ในการพูดสื่อสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถทำได้ 

นอกจากนี้บางการศึกษายังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยีน FOXP2 ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทในการพัฒนาด้านภาษาและการควบคุมกล้ามเนื้อ ที่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  กล่าวคือ เด็กสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปาก ลิ้น กรามได้อย่างอิสระ แต่เมื่อต้องพูด กลับไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดเพื่อเปล่งเป็นคำที่ต้องการได้  

ลักษณะของเด็กที่เป็น อะแพรกเซีย (Childhood Apraxia of Speech) ได้แก่ 

  1. พูดช้ากว่าวัย โดยเด็กมีความเข้าใจภาษามากกว่า การพูดสื่อสารหรือการแสดงออกทางภาษามากอย่างเห็นได้ชัด  
  2. มีลักษณะของอาการอยากพูดแต่พูดไม่ออก ต้องใช้ความพยายามในการเริ่มพูด (Groping) 
  3. เล่นเสียงน้อยในช่วยแบเบาะ 
  4. พูดตามได้น้อย หรือพูดตามไม่ชัด แต่หากการพูดโดยไม่ตั้งใจพูดจะทำได้ดีกว่า 
  5. พูดติดขัดไม่ต่อเนื่อง 
  6. จังหวะการพูดผิดปกติ 
  7. พูดไม่ชัดโดยออกเสียงพยัญชนะได้แค่บางเสียง และออกเสียงได้ชัดอย่างไม่สม่ำเสมอ  
  8. พูดไม่ชัดโดยออกเสียงสระได้แค่บางเสียง มีความยากลำบากในการออกเสียงสระทั้งสระเดี่ยวและสระประสม  
  9. พูดไม่ชัดโดยการละเสียงพูดไป (omission) เสียงพูดฟังยาก (poor intelligibility) 
  10. พูดไม่ชัดในคำที่ต้องมีการจัดลำดับในการพูด จากเสียงหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกเสียงหนึ่ง  
  11. เสียงวรรณยุกต์เพี้ยน
  12. ขยับกรามได้น้อยขณะพูด
  13. มีอาการคับข้องใจเมื่อต้องสื่อสาร ร้องไห้เมื่อคนไม่เข้าใจที่ตนเองพูด อาจจะหลีกหนีการพูด หรือเลี่ยงไปใช้ท่าทางต่างๆแทนการพูดเพื่อสื่อสาร 

การวินิจฉัย

สามารถทำได้โดย นักแก้ไขการพูด (speech language pathologist) เท่านั้น โดยต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด  

เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนัก ทำให้อาจจะได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาดได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายเด็กพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า หรือการออกดสียงอาจะไปคล้ายเด็กที่สูญเสียการได้ยิน 

การรักษา 

  1. การฝึกพูด  การรักษาหลักของเด็กที่พูดไม่ชัดแบบไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว (Childhood Apraxia of Speech) คือการฝึกพูด ทำได้โดยการฝึกซ้อมใช้กล้ามเนื้อในการออกเสียงอย่างเข้มข้น เพื่อให้สมองจดจำวิธีการออกเสียง (motor learning) ฝึกจำเสียง จำวิธีการออกเสียงประสานกับการสั่งการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปาก ลิ้นและกราม ได้อย่างราบรื่น รวมถึงฝึกการสื่อสาร ซึ่งจำเป็นต้องรับการประเมิน การออกแบบรายละเอียดการฝึกเฉพาะบุคคลกับนักแก้ไขการพูด เพื่อให้สามารถออกเสียงแต่ละเสียง คำ และวลี ประโยค ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติและออกเสียงได้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ  เด็กต้องมีความอดทนและฝึกซ้อมการพูดอย่างสม่ำเสมอ  ทั้งนี้ผลลัพธ์จากการฝึกขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค, การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ, โรคหรืออาการอื่นๆที่มีผลต่อความคืบหน้าในการฝึก เช่นเด็กมีอาการอื่นร่วม มีIQต่ำ, เป็นโรคทางพันธุกรรมต่างๆ Syndrome, Autism เป็นต้น  
  2. การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการสื่อสารแบบทางเลือกในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่มาช่วยในการฝึกพูด หรือเรียกว่า Augmentative and Alternative Communication; AAC  เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ มีความเข้าใจที่มากกว่าการพูด เด็กจะพูดไม่ชัดมากๆ ทำให้เกิดความคับข้องใจ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะทำให้เด็กเลือกใช้การสื่อสารได้หลากหลาย รวมถึงเข้ามาส่งเสริมในด้านการฝึกพูดอีกด้วย ซึ่ง AAC มีหลายรูปแบบทั้ง แบบ ภาพ แผ่นช่วยพูด ไปจนถึงแอปพลิเคชันช่วยฝึกพูด 
  3. การฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น และระยะยาว ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมการฝึกพูดไม่ชัดอย่างสม่ำเสมอที่บ้าน ตามคำแนะนำของนักแก้ไขการพูด เนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าเด็กจะเริ่มออกเสียงตามได้อย่างสม่ำเสมอ  เมื่อการฝึกต้องใช้ระยะเวลานาน ต้องใช้ความสนุกสนานเข้ามาเป็นพื้นฐานในการฝึกเด็กต้องมีความสุข มีความสนุก จึงจะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง  
  4. การรักษาร่วมกับทีม (Multidisciplinary team) ในบางรายเด็กอาจจะต้องปรึกษานักจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนด้านจิตใจอันเนื่องมาจากความคับข้องใจในการพูดรวมถึง ปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่อาจะมีผลต่อการพูดด้วยเช่นกัน 
  5. การสนับสนุนด้านจิตใจ และการปรับสิ่งแวดล้อม เมื่อเด็กพูดไม่ชัดมากๆ ร่วมกับต้องฝึกอย่างหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจของเด็กจะลดลง การได้รับแรงเสริมทางบวกจึงสำคัญมาก นั่นหมาย การชื่นชมในเรื่องเล็กๆน้อยของเด็ก โดยสามารถทำได้คือ ชื่นชมความพยายาม ชื่นชมเมื่อเด็กสามารถออกเสียงได้ แม้กระทั่งการใช้ท่าทางสีหน้าที่สื่อสารถึงความรู้สึก การกอดสัมผัส ให้เด็กมีกำลังใจ  ไม่กดดันหรือคาดหวังจนเกินไป จะทำให้เด็กเครียดและส่งผลต่อการฝึกและทีศนคติทาวลบต่อตนเอง  

การฝึกเบื้องต้น 

  1. ฝึกขยับอวัยวะที่ใช้ในการพูด ปาก ลิ้น กราม  
  2. ฝึกพ่นลม เป่าลม 
  3. ฝึกออกเสียงสระต่างทั้งสระเดี่ยวและสระประสม 
  4. ฝึกขยับรูปปากตามกัน 
  5. ฝึกออกเสียงพยัญชนะที่ไม่ชัดทีละเสียง โดยเริ่มจากเสียงที่เห็นรูปปากได้ง่ายอย่าง ป ม พ บ หรือเลือกจากเสียงที่เด็กออกได้บ้างแล้วแต่ยังไม่ชัดมาฝึกออกเสียงต่อ  
  6. ฝึกออกเสียงโดยการเปลี่ยนตำแหน่งเสียง หรือคำ เช่น เปลี้ยนจากเสียง ป ไป เสียง ต และไปเสียง ก ให้มีการขยับอวัยวะในการพูดตามลำดับ  
  7. ฝึกฟังเสียง และฝึกแยกว่าแต่ละเสียงวางรูปปากและลิ้นอย่างไร 
  8. ช่วยนำเป็นต้นแบบให้เด็กดูร่วมกับ แนะเสริมการออกเสียง เช่นให้มองและทำรูปปากตามก่อนและพาออกเสียงทีละเสียง เขียน สัมผัส ดูกระจก เคาะพยางค์  
  9. เริ่มฝึกจากงานที่ง่ายก่อนแล้วขยับไปงานที่ยาก เสมอเพราะเด็กต้องฝึกอย่างซ้ำๆ การสร้างแรงจูงใจ และให้แรงเสริม รวมถึงสร้างความมั่นใจแก่เด็กจึงสำคัญมาก  
  10. ฝึกในขณะที่ผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน เพื่อให้เด็กออกเสียงได้ง่ายขึ้น


อ้างอิง

  1. Childhood apraxia of speech. (n.d.-a). Cleveland Clinic. Retrieved January 29, 2025, from https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17911-childhood-apraxia-of-speech
  2. Childhood apraxia of speech. (n.d.-b). American Speech-Language-Hearing Association. Retrieved January 29, 2025, from https://www.asha.org/practice-portal/clinical-topics/childhood-apraxia-of-speech/
  3. Formicola, D., Podda, I., Dirupo, E., Andreucci, E., Giglio, S., Cipriani, P., Bombonato, C., Santorelli, F. M., & Chilosi, A. (2024). Expanding the molecular landscape of childhood apraxia of speech: evidence from a single-center experience. Frontiers in Neuroscience18. https://doi.org/10.3389/fnins.2024.1396240 
  4. Wattanawongsawang, W. (2019). Speech therapy for childhood apraxia of speech. Ramathibodi Medical Journal42(1), 55–64. https://doi.org/10.33165/rmj.2019.42.1.113728 








 

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง
ผส.327