มาทำความรู้จักกับเด็กพูดไม่ชัดจากระบบประสาท แบบไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว หรือ Childhood Apraxia of speech (CAS)

เด็กพูดไม่ชัดมีสาเหตุหลากหลาย ทั้งการทำงานกล้ามเนื้อผิดปกติ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดอ่อนแรง กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดไม่เคยใช้งาน หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ หรือเกิดจากการเรียนรู้การออกเสียงที่ผิด และรวมถึงอีกสาเหตุ คือ เกิดปัญหาจากระบบประสาท หนึ่งในนั้นคือ ระบบประสาทส่วนการวางแผนการออกเสียงผิดปกติ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ยาก มีความรุนแรง ใช้เวลาในการรักษานานและจะส่งผลกระทบต่อการพูดจนตลอดชีวิตของเด็กหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
จากข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า เด็กที่มีโรคอะแพรกเซีย(Childhood Apraxia of speech) มีความชุกอยู่ที่อัตราส่วน 1-2 คนต่อเด็ก 1,000 คน โดยพบในเด็กชายมากกว่า
อะแพรกเซียในเด็ก หรือ ความผิดปกติของการพูดในเด็ก ที่เกิดจากระบบประสาทสั่งการวางแผนการพูดผิดปกติ (motor programming และ motor planning)
เป็นกลุ่ม motor speech disordes อย่างหนึ่ง ที่จะส่งผลให้เด็กไม่สามารถควบคุมการพูดของตนเองได้อย่างที่ต้องการ ทำให้เด็กพูดไม่ชัด โดยมีจุดเด่นอย่างหนึ่งที่อาจสังเกตได้ เช่น

- เด็กพูดไม่ชัดมากๆ
- มีอาการพยายามอยากพูดแต่พูดไม่ออก คับข้องใจเมื่อต้องพูด แต่สามารถพูดได้ในขณะที่ไม่ตั้งใจ
- มีจังหวะในการพูดผิดปกติ พูดหยุดเป็นช่วงๆ เมื่อเปลี่ยนพยัญชนะในแต่ละพยางค์
สาเหตุหของโรค
พบว่าเกิดจากสมองส่วนการวางแผนการสั่งการกล้ามเนื้อ ร่วมกับการการประสานงานการขยับอวัยวะที่ใช้ในการพูดผิดปกติ ส่งผลให้ ปาก ลิ้น กราม ทำงานอย่างไม่ประสานกัน
โดยไม่มีอาการอ่อนแรงและสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้อย่างปกติ ยกเว้นขณะที่ใช้ในการพูดสื่อสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถทำได้
นอกจากนี้บางการศึกษายังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยีน FOXP2 ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทในการพัฒนาด้านภาษาและการควบคุมกล้ามเนื้อ ที่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ กล่าวคือ เด็กสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปาก ลิ้น กรามได้อย่างอิสระ แต่เมื่อต้องพูด กลับไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดเพื่อเปล่งเป็นคำที่ต้องการได้
ลักษณะของเด็กที่เป็น อะแพรกเซีย (Childhood Apraxia of Speech) ได้แก่
- พูดช้ากว่าวัย โดยเด็กมีความเข้าใจภาษามากกว่า การพูดสื่อสารหรือการแสดงออกทางภาษามากอย่างเห็นได้ชัด
- มีลักษณะของอาการอยากพูดแต่พูดไม่ออก ต้องใช้ความพยายามในการเริ่มพูด (Groping)
- เล่นเสียงน้อยในช่วยแบเบาะ
- พูดตามได้น้อย หรือพูดตามไม่ชัด แต่หากการพูดโดยไม่ตั้งใจพูดจะทำได้ดีกว่า
- พูดติดขัดไม่ต่อเนื่อง
- จังหวะการพูดผิดปกติ
- พูดไม่ชัดโดยออกเสียงพยัญชนะได้แค่บางเสียง และออกเสียงได้ชัดอย่างไม่สม่ำเสมอ
- พูดไม่ชัดโดยออกเสียงสระได้แค่บางเสียง มีความยากลำบากในการออกเสียงสระทั้งสระเดี่ยวและสระประสม
- พูดไม่ชัดโดยการละเสียงพูดไป (omission) เสียงพูดฟังยาก (poor intelligibility)
- พูดไม่ชัดในคำที่ต้องมีการจัดลำดับในการพูด จากเสียงหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกเสียงหนึ่ง
- เสียงวรรณยุกต์เพี้ยน
- ขยับกรามได้น้อยขณะพูด
- มีอาการคับข้องใจเมื่อต้องสื่อสาร ร้องไห้เมื่อคนไม่เข้าใจที่ตนเองพูด อาจจะหลีกหนีการพูด หรือเลี่ยงไปใช้ท่าทางต่างๆแทนการพูดเพื่อสื่อสาร
การวินิจฉัย
สามารถทำได้โดย นักแก้ไขการพูด (speech language pathologist) เท่านั้น โดยต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด
เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนัก ทำให้อาจจะได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาดได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายเด็กพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า หรือการออกดสียงอาจะไปคล้ายเด็กที่สูญเสียการได้ยิน
การรักษา

- การฝึกพูด การรักษาหลักของเด็กที่พูดไม่ชัดแบบไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว (Childhood Apraxia of Speech) คือการฝึกพูด ทำได้โดยการฝึกซ้อมใช้กล้ามเนื้อในการออกเสียงอย่างเข้มข้น เพื่อให้สมองจดจำวิธีการออกเสียง (motor learning) ฝึกจำเสียง จำวิธีการออกเสียงประสานกับการสั่งการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปาก ลิ้นและกราม ได้อย่างราบรื่น รวมถึงฝึกการสื่อสาร ซึ่งจำเป็นต้องรับการประเมิน การออกแบบรายละเอียดการฝึกเฉพาะบุคคลกับนักแก้ไขการพูด เพื่อให้สามารถออกเสียงแต่ละเสียง คำ และวลี ประโยค ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติและออกเสียงได้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ เด็กต้องมีความอดทนและฝึกซ้อมการพูดอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ผลลัพธ์จากการฝึกขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค, การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ, โรคหรืออาการอื่นๆที่มีผลต่อความคืบหน้าในการฝึก เช่นเด็กมีอาการอื่นร่วม มีIQต่ำ, เป็นโรคทางพันธุกรรมต่างๆ Syndrome, Autism เป็นต้น
- การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการสื่อสารแบบทางเลือกในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่มาช่วยในการฝึกพูด หรือเรียกว่า Augmentative and Alternative Communication; AAC เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ มีความเข้าใจที่มากกว่าการพูด เด็กจะพูดไม่ชัดมากๆ ทำให้เกิดความคับข้องใจ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะทำให้เด็กเลือกใช้การสื่อสารได้หลากหลาย รวมถึงเข้ามาส่งเสริมในด้านการฝึกพูดอีกด้วย ซึ่ง AAC มีหลายรูปแบบทั้ง แบบ ภาพ แผ่นช่วยพูด ไปจนถึงแอปพลิเคชันช่วยฝึกพูด
- การฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น และระยะยาว ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมการฝึกพูดไม่ชัดอย่างสม่ำเสมอที่บ้าน ตามคำแนะนำของนักแก้ไขการพูด เนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าเด็กจะเริ่มออกเสียงตามได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อการฝึกต้องใช้ระยะเวลานาน ต้องใช้ความสนุกสนานเข้ามาเป็นพื้นฐานในการฝึกเด็กต้องมีความสุข มีความสนุก จึงจะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
- การรักษาร่วมกับทีม (Multidisciplinary team) ในบางรายเด็กอาจจะต้องปรึกษานักจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนด้านจิตใจอันเนื่องมาจากความคับข้องใจในการพูดรวมถึง ปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่อาจะมีผลต่อการพูดด้วยเช่นกัน
- การสนับสนุนด้านจิตใจ และการปรับสิ่งแวดล้อม เมื่อเด็กพูดไม่ชัดมากๆ ร่วมกับต้องฝึกอย่างหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจของเด็กจะลดลง การได้รับแรงเสริมทางบวกจึงสำคัญมาก นั่นหมาย การชื่นชมในเรื่องเล็กๆน้อยของเด็ก โดยสามารถทำได้คือ ชื่นชมความพยายาม ชื่นชมเมื่อเด็กสามารถออกเสียงได้ แม้กระทั่งการใช้ท่าทางสีหน้าที่สื่อสารถึงความรู้สึก การกอดสัมผัส ให้เด็กมีกำลังใจ ไม่กดดันหรือคาดหวังจนเกินไป จะทำให้เด็กเครียดและส่งผลต่อการฝึกและทีศนคติทาวลบต่อตนเอง
การฝึกเบื้องต้น
- ฝึกขยับอวัยวะที่ใช้ในการพูด ปาก ลิ้น กราม
- ฝึกพ่นลม เป่าลม
- ฝึกออกเสียงสระต่างทั้งสระเดี่ยวและสระประสม
- ฝึกขยับรูปปากตามกัน
- ฝึกออกเสียงพยัญชนะที่ไม่ชัดทีละเสียง โดยเริ่มจากเสียงที่เห็นรูปปากได้ง่ายอย่าง ป ม พ บ หรือเลือกจากเสียงที่เด็กออกได้บ้างแล้วแต่ยังไม่ชัดมาฝึกออกเสียงต่อ
- ฝึกออกเสียงโดยการเปลี่ยนตำแหน่งเสียง หรือคำ เช่น เปลี้ยนจากเสียง ป ไป เสียง ต และไปเสียง ก ให้มีการขยับอวัยวะในการพูดตามลำดับ
- ฝึกฟังเสียง และฝึกแยกว่าแต่ละเสียงวางรูปปากและลิ้นอย่างไร
- ช่วยนำเป็นต้นแบบให้เด็กดูร่วมกับ แนะเสริมการออกเสียง เช่นให้มองและทำรูปปากตามก่อนและพาออกเสียงทีละเสียง เขียน สัมผัส ดูกระจก เคาะพยางค์
- เริ่มฝึกจากงานที่ง่ายก่อนแล้วขยับไปงานที่ยาก เสมอเพราะเด็กต้องฝึกอย่างซ้ำๆ การสร้างแรงจูงใจ และให้แรงเสริม รวมถึงสร้างความมั่นใจแก่เด็กจึงสำคัญมาก
- ฝึกในขณะที่ผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน เพื่อให้เด็กออกเสียงได้ง่ายขึ้น

อ้างอิง
- Childhood apraxia of speech. (n.d.-a). Cleveland Clinic. Retrieved January 29, 2025, from https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17911-childhood-apraxia-of-speech
- Childhood apraxia of speech. (n.d.-b). American Speech-Language-Hearing Association. Retrieved January 29, 2025, from https://www.asha.org/practice-portal/clinical-topics/childhood-apraxia-of-speech/
- Formicola, D., Podda, I., Dirupo, E., Andreucci, E., Giglio, S., Cipriani, P., Bombonato, C., Santorelli, F. M., & Chilosi, A. (2024). Expanding the molecular landscape of childhood apraxia of speech: evidence from a single-center experience. Frontiers in Neuroscience, 18. https://doi.org/10.3389/fnins.2024.1396240
- Wattanawongsawang, W. (2019). Speech therapy for childhood apraxia of speech. Ramathibodi Medical Journal, 42(1), 55–64. https://doi.org/10.33165/rmj.2019.42.1.113728


