Hi-light
- ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว สัญญาณของกลุ่มอาการออทิสติก
- หุนหันพลันแล่น เหม่อลอยเวลาเรียนแค่ไหนต้องพาไปพบแพทย์
- อยู่ไม่นิ่งเหมือนกันแล้วใช่โรคเดียวกันไหม

ทุกวันนี้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก พฤติกรรมของเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทำให้ผู้ปกครองเกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกหลานในครอบครัวและรีบพามาพบแพทย์หรือพบนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินพัฒนาการ แต่คงมีไม่น้อยที่ทำให้ผู้ปกครองเกิดความสับสนและเกิดความกังวลใจเพราะบางครั้งอาการของลูกเราก็ดูคล้ายกับบ้านอื่นแล้วแบบนี้จะเรียกว่าออทิสติกหรือสมาธิสั้นหรือลูกก็ปกติดีแค่ซนตามวัย การวินิจฉัยโรคจะต้องพบกับกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ส่วนการบำบัดรักษานั้นขึ้นอยู่กับปัญหาของตัวเด็กเองว่ามีความต้องการพิเศษด้านใดเช่น ปัญหาด้านการบูรณาการประสาทความรู้สึก การช่วยเหลือตนเองตามวัย ทักษะสังคม นักกิจกรรมบำบัดมีส่วนสำคัญที่จะพัฒนาเด็กๆ ให้สามารถทำกิจกรรมดำเนินชีวิตได้ตามความสามารถสูงสุดของตัวเด็กเองซึ่งงานของเด็กๆ หนีไม่พ้นการเรียน การเล่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม นอกจากนี้หากเด็กมีปัญหาพูดช้า พูดไม่ชัด นักแก้ไขการพูดเป็นวิชาชีพเฉพาะทางที่สามารถกระตุ้นทักษะภาษาของเด็กได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด วันนี้ครูหนูดีอยากพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับโรคหรือกลุ่มอาการที่มีความคล้ายกันนั่นคือ โรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD) และโรคสมาธิสั้น (Attention-deficit/hyperactivity disorder: ADHD) ค่ะ
โรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD)
โรคออทิสติก เป็นโรคทางพัฒนาการที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ซึ่งทำให้มีอาการแสดงออกมาเป็นความบกพร่องในการใช้ภาษาสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกับมีความผิดปกติของพฤติกรรมและความสนใจที่มีความจำกัดหรือเป็นแบบแผนซ้ำๆ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคออทิสติก
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: มีการศึกษาพบว่าอัตราการเกิดโรคออทิสติกในคู่แฝดไข่ใบเดียวกันสูงถึงร้อยละ 60 – 90 และมีโอกาสการเกิดโรคซ้ำในลูกคนถัดไปได้ร้อยละ 3 – 8
- ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม: มีข้อสันนิษฐานเช่น โรคออทิสติกอาจเกิดจากการได้รับสารเคมี การติดเขื้อ แต่ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ
- สาเหตุจากโรคอื่น: โรคที่พบกลุ่มอาการออทิสติกร่วมได้บ่อยคือโรค Fragile X syndrome
ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว สัญญาณออทิสติก

ความบกพร่องด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
อาการด้านนี้สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน โดยอาการแสดงคือไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อการเรียกชื่อ ไม่ใช้การแสดงท่าทางในการปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับผู้อื่น ไม่ชี้นิ้วไม่มีความสนใจร่วมกัน รวมถึงการเล่นเลียนแบบเช่นป้อนข้าวตุ๊กตา ที่เด็กๆสามารถทำได้ในช่วงอายุ 18 เดือน นอกจากนี้เด็กกลุ่มโรคออทิสติกจะไม่ค่อยกลัวคนแปลกหน้า (Stranger anxiety) และวิตกกังวลจากการแยกจาก (Seperation anxiety) ซึ่งเด็กๆ ทุกคนจะมีภาวะนี้ตามพัฒนาการและค่อยๆ ดีขึ้นตามอายุ ในเด็กบางคนที่มีอาการน้อยอาจเห็นปัญหาด้านนี้เมื่อเข้าโรงเรียนเช่น เล่นกับเพื่อนไม่เป็น ไม่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน
ความบกพร่องด้านการสื่อสาร
เด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้ากว่าวัย พูดได้น้อย พูดเป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ หรือพูดประโยคที่เคยได้ยินมาโดยไม่สื่อความหมาย นอกจากภาษาพูดแล้วเด็กกลุ่มนี้จะบกพร่องด้านการใช้ท่าทางร่วมด้วยเช่น ไม่ชี้เมื่ออยากได้ของชิ้นนั้น ไม่แสดงออกทางสีหน้า ในเด็กที่สามารถสื่อสารได้มักพบการเรียงลำดับข้อความไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจมุกตลกที่เพื่อนเล่น หรือพูดซ้ำๆในสิ่งที่ตนเองสนใจมากกว่า ไม่สนใจคู่สนทนา
พฤติกรรมและความสนใจที่จำกัดหรือเป็นแบบแผนซ้ำๆ
เด็กจะสนใจในสิ่งที่ตนเองชอบ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นๆ มากเกินไปหรือสนใจสิ่งที่เป็นปลีกย่อยของสิ่งของมากเป็นพิเศษ เช่น เมื่อเด็กเล่นรถ เด็กจะชอบเรียงรถ เด็กอาจสนใจชิ้นส่วนของรถ แกะชิ้นส่วน จับเอาล้อรถมาปั่นเล่นซ้ำๆ แทนการเล่นรถไถไปตามทางและเล่นตามจินตนาการ นอกจากนี้การทำกิจวัตรประจำวันที่มีการปรับเปลี่ยนแผนการเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กออทิสติก เช่น การเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน เปลี่ยนชุดจานช้อนรับประทานอาหาร ปรับลำดับขั้นตอนการทำกิจกรรม
นอกจากนี้เด็กออทิสติกมักมีปัญหาเกี่ยวกับการบูรณาการประสาทความรู้สึก เช่นปัญหาการปรับระดับสิ่งเร้าที่เข้ามาทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมหลีกหนีหรือแสวงหาสิ่งเร้านั้นผิดปกติไป หมุนตัว สะบัดข้อมือ นั่งโยกไปมา วิ่งหรือกระโดดไปมา อยู่ไม่นิ่ง

