ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual disability)

กบ.นราพร ม่วงปกรณ์

Highlight

  • ภาวะบกพร่องคือสติปัญญาคืออะไร
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาพัฒนาไม่ได้จริงหรือ
  • บนยอดพีระมิดเรียนรู้ช้ามีใต้ฐานที่แตกต่างกัน

“เรียนรู้ช้าไม่ทันเพื่อน” “ทำอะไรช้า อาบน้ำแต่งตัวก็ช้า” “สอนอะไรไม่เคยจะจำได้เลย”เด็กหลายคนเมื่อก้าวเข้าสู่การเรียนในชั้นประถมมีการเรียนวิชาการมากขึ้นอาจเริ่มพบกับความยากลำบากในการเรียน บางครั้งคุณครูอาจสังเกตเห็นได้ว่าเด็กเรียนรู้ช้า เรียนไม่ทันเพื่อน หรือคุณพ่อคุณแม่เริ่มเห็นว่าลูกเรียนในชั้นเรียนตามเนื้อหาไม่ทันจนเกิดความกังวลใจ วันนี้ครูหนูดีจะพามาทำความเข้าใจกับหนึ่งในภาวะที่ทำให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ช้า นั่นคือ “ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา หรือ Intellectual disability”

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาคืออะไร

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาคือการที่บุคคลนั้นมีระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าบุคคลทั่วไปซึ่งอาการที่จะแสดงออกมานั้นแตกต่างกันตามระดับความรุนแรง หากเด็กยังเล็กเราจะพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้ารอบด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา การช่วยเหลือตนเอง ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ตามวัยจะทำได้น้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนจะเริ่มเห็นปัญหาด้านการเรียนที่มากขึ้น ปัญหาด้านการจัดการตนเองและการทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อเด็กมีการเรียนรู้ที่ล่าช้ากว่าวัยมากอาจทำให้ถูกแกล้งจากเพื่อนหรือถูกชักจูงไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ง่ายเนื่องจากเด็กจะคิด วิเคราะห์และตัดสินใจทำอะไรได้ไม่เหมาะสม ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาถือเป็นความพิการประเภทหนึ่งที่บุคคลสามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภท ความบกพร่องทางสติปัญญา 

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะเกิดร่วมกับโรคอื่นทางกายหรือทางใจเช่น ลมชัก (Epilepsy) สมองพิการ (Cerebral palsy) ซึมเศร้า (Depression) ออทิสซึม (Autistic Spectrum Disorder) สมาธิสั้น (ADHD) ดาวน์ซินโดรม (Down’s syndrome) สูญเสียการมองเห็น การได้ยิน (Visual/Hearing loss) 

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีความยากลำบากในความสามารถการปรับตัวที่จะทำกิจกรรมใน 3 ด้านหลักที่จะต้องรับมือในทุกวัน 

  1. ด้านความคิดความเข้าใจ (Conceptual domain): เด็กจะมีปัญหาการเรียน การคิด เขียน อ่าน การใช้ภาษา ทักษะการจำ การรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ
  2. ด้านสังคม (Social domain): เด็กจะมีปัญหาการเข้าสังคม การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน การคิดและตัดสินใจในสังคม 
  3. ด้านการใช้ชีวิตประจำวัน (Practical domain): เด็กจะมีปัญหาในด้านการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (Basic ADL) เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า และกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (Instrumental ADL) เช่น การใช้จ่ายหรือจัดการเงิน การทำงานบ้าน รวมถึงการออกไปเรียนหรือทำงาน

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีปัญหากระทบทั้ง 3 ด้านนี้จะกระทบและมีความยากลำบากที่ไม่เท่ากันและในแต่ละระดับความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีเพดานสูงสุดที่เด็กจะสามารถพัฒนาไปได้หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล

ระดับความบกพร่องทางสติปัญญา

ประเภทและความสามารถของบุคคลแบ่งตามระดับเชาวน์ปัญญาเมื่อแบ่งตามเกณฑ์ของDSM-IV-TR สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับดังนี้

ระดับความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเชาวน์ปัญญาระดับความสามารถ
บกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย50-55 ถึงประมาณ 70ความสามารถสูงสุดเทียบเท่าเด็กปกติอายุไม่เกิน 10 ปี ภายนอกเหมือนคนปกติ สามารถเรียนกับเด็กปกติได้ถึงชั้นประถม ไม่สามารถเรียนได้ถึงชั้นมัธยม วัยรุ่นสามารถดูแลตนเองได้ ฝึกอาชีพทำงานได้อาจต้องได้รับการช่วยเหลือบ้าง
บกพร่องทางสติปัญญาปานกลาง35-40 ถึง 50-55ความสามารถสูงสุดเทียบเท่าเด็กปกติอายุไม่เกิน 7 ปี เริ่มสังเกตความบกพร่องได้ตั้งแต่ 3 ขวบ ฝึกให้ดูแลตนเองได้ ทักษะการเรียนรู้ช้ากว่าเด็กทั่วไปแต่สอนทักษะสังคมได้ สอนให้ประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ฝีมือมากนัก
บกพร่องทางสติปัญญารุนแรง20-25 ถึง 35-40ความสามารถสูงสุดเทียบเท่าเด็กปกติอายุไม่เกิน 2 ปี สังเกตเห็นความบกพร่องได้ตั้งแต่ขวบปีแรก มักมีความพิการทางร่างกายการเคลื่อนไหวและการสื่อความหมาย มีข้อจำกัดการเรียนโรงเรียน สามารถฝึกให้ดูแลสุขอนามัยอย่างง่าย ฝึกอาชีพง่ายๆโดยต้องมีคนดูแลใกล้ชิด
บกพร่องทางสติปัญญารุนแรงมากต่ำกว่า 20 หรือ 25สังเกตเห็นความบกพร่องได้ตั้งแต่แรกเกิด อาจมีความพิการทางหน้าตาและร่างกายร่วมด้วย โต้ตอบทางอารมณ์ได้เพียงเล็กน้อย ต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลา ไม่สามารถสอนสิ่งต่างๆ ได้

เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหากไม่รุนแรงมากเรามีส่วนช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมทักษะความสามารถที่เด็กมีให้เป็นไปได้อย่างสูงสุดตามศักยภาพไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน และการดูแลตนเอง 

ใต้ยอดพีระมิดมีอะไรซ่อนอยู่

เด็กที่เรียนรู้ช้าสามารถพบได้มากในช่วงวัยเรียนตอนต้นอาจทำให้ผู้ปกครองรู้สึกกังวลใจ การเรียนรู้คือผลลัพธ์บนยอดพีระมิดที่เด็กแสดงออกมา แต่ในฐานพีระมิดของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างซ่อนอยู่ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ช้าเช่น เด็กที่มีโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ครูไอซ์เคยเขียนเกี่ยวกับโรคนี้แล้วสามารถทำความรู้จักอีกครั้งได้ที่ https://www.sensesayclinic.com/blog/โรคการเรียนรู้บกพร่อง-ld/ ครูหนูดีจะมาชวนแยกความแตกต่างระหว่างเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ (Specific Learning Disorder: SLD) และเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability: ID) นี้กันค่ะ

ระดับเชาวน์ปัญญา

SLD: เด็กมีระดับเชาวน์ปัญญาที่ปกติ แต่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำกว่าวัย 2 ชั้นเรียน

ID: เด็กมีระดับเชาวน์ปัญญาที่ต่ำกว่าปกติ สามารถแบ่งความรุนแรงได้ 4 ระดับ

ประวัติพัฒนาการ

SLD: พัฒนาการโดยทั่วไปปกติดีแต่จะพบล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสาร

ID: พัฒนาการล่าช้าในทุกด้าน บางรายอาจมีความผิดปกติด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวร่วมด้วย

การเรียน

SLD: เด็กจะมีความยากลำบาก เรียนรู้ช้าในการเรียนบางวิชาโดยเฉพาะวิชาที่ใช้ภาษาและการคำนวณ แต่วิชาอื่นจะทำได้ดีตามปกติ

ID: เด็กมีความยากลำบาก เรียนรู้ช้าในการเรียนหลายวิชา

การดูแลตนเองและการทำงาน

SLD: เด็กสามารถดูแลตนเองในชีวิตประจำวันได้ดี สามารถเรียนได้หากได้รับการช่วยเหลือและส่งเสริมอย่างทันท่วงที และสามารถทำงานในด้านที่เด็กถนัดได้ดีแตกต่างกันออกไป

ID: ทักษะการดูแลตนเองและการทำงานขึ้นอยู่กับระดับความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถทำงานง่าย ๆ ได้แต่ต้องมีคนคอยดูแลแนะนำใกล้ชิด

หากผู้ปกครองมีความกังวลใจเกี่ยวกับการเรียนของลูกควรพามาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและการวัดระดับเชาวน์ปัญญา (IQ test) เพื่อทราบถึงความสามารถของเด็ก แนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสมตามความสามารถ แนวทางการกระตุ้นพัฒนาการ การแก้ไขปัญหาได้เร็วจะช่วยให้เด็ก ๆ ไม่ต้องเผชิญความยากลำบากนั้นเพียงลำพังเพราะมีผู้ปกครองที่พร้อมจะเข้าใจและส่งเสริมให้เด็กเติบโตได้อย่างเต็มความสามารถ

กบ.นราพร ม่วงปกรณ์
กบ.1123