เคยสังเกตไหมว่าเด็กบางคนเล่าเรื่องเก่งมาก อธิบายเหตุการณ์ได้ละเอียดเป็นฉากๆ ในขณะที่บางคนในวัยเดียวกัน กลับพูดแบบถามคำตอบคำ ตอบสั้นๆหรือเงียบไม่ตอบเลย
การที่เด็กไม่พูดบอกเล่า อาจจะไม่ใช่เพราะเด็กเขินอาย แต่เด็กไม่สามารถเล่าเรื่องได้ ฉะนั้นการที่ “เล่าเรื่องไม่เป็น” จึง “ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” เลยสำหรับเด็กคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยเหลือเพื่อให้เด็กสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ในใจออกมาได้มากพอกับความต้องการของเขา

บทความนี้จะพาไปดูว่า เด็กในแต่ละวัยสามารถเล่าเรื่องได้อย่างไรบ้าง แล้วถ้าลูกของเรา “เล่าเรื่องไม่เป็น” เราจะมีวิธีการช่วยลูกอย่างไรให้เหมาะสมตามวัย
เมื่อลูกของเราเริ่มพูด สื่อสารบอกความต้องการได้ ตอบคำถามได้ เรื่องต่อมาที่เราต้องให้ความสนใจคือ “การเล่าเรื่อง” เมื่อลูกได้เจอสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น เด็กจะอยากบอกเล่า อวดเรา หรือให้เราฟังสิ่งที่เค้าได้พบเจอมา รวมถึงเรื่องที่เด็กจินตนาการขึ้นมา เรื่องสมมติ การเล่าเรื่องก็เป็นพัฒนาการด้านหนึ่ง ที่จะทำได้ดีขึ้น เก่งขึ้นตามวัย ผ่านการฝึกฝน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้สนับสนุนการเล่าของเด็กให้มีรายละเอียด มีความซับซ้อน มีความเชื่อมโยงที่มากขึ้นได้
เพราะการเล่าเรื่องคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านภาษา ความคิด การจัดลำดับเหตุการณ์ และประสบการณ์ ความเข้าใจต่อโลกของเด็ก ออกมาเป็นคำพูด เรื่องราวที่ฟังแล้วเข้าใจร่วมกัน
ทักษะที่เด็กต้องใช้สำหรับการเล่าเรื่อง
- ความสามารถด้านการใช้คำศัพท์ (Semantic skills) คือเด็กมีคำศัพท์มากพอ เช่น คำนาม คำกริยา คำบอกเวลา คำบุพบท คำบอกตำแหน่ง
- ความสามารถในการใช้ไวยากรณ์และการเรียงประโยค (Syntactic skills) คือ การพูดเป็นประโยคที่สมบูรณ์ มีประธาน กริยา กรรม หรือ สามารถใช้ประโยคได้หลากหลาย เช่น ประโยคบอกเล่า ประโยคความเดียว-ความรวม-ความซ้อน
- ความสามารถในการจัดลำดับเหตุการณ์ (Sequencing skills) เช่น บอกได้ว่าเหตุการณ์ใดมาก่อนหรือมาทีหลัง
- ความสามารถในการแสดงความรู้สึก (เป็นส่วนหนึ่งใน Pragmatic skills) คือการใช้คำแสดงความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธกลัว มีความสุข โดยบอกได้ทั้งตนเองและผู้อื่นว่ารู้สึกอย่างไร
- ความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล (Cause and effect skills) คือการคิดเชื่อมโยงเหตุผล เช่น เพราะเหตุการณ์จึงทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้
- ความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหา (Problem solving and Prediction skills) คือเด็กบอกได้ว่าปัญหาของเหตุการณ์นี้คืออะไร อาจเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป รวมถึงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบเพื่อความสมบูรณ์ในการเล่าอีกมากในขณะเล่าเรื่อง เช่น การเลือกใช้น้ำเสียง การเว้นจังหวะขณะพูด การรู้จักเลือกคำที่เหมาะสมกับคน บริบท, การอ่านสถานการณ์ว่าควรเล่าหรือไม่ควรเล่าเวลาไหน, การสลับกันเล่าไม่พูดอยู่คนเดียว เป็นต้น ก็จะทำให้การเล่าเรืองมีความลื่นไหล น่าสนใจ ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมไปด้วยพร้อมกับรับเรื่องราวได้สมบูรณ์
เด็กละวัยเล่าเรื่องได้แบบไหน
จุดเริ่มต้นก่อนที่เด็กจะสามารถเล่าเรื่องได้นั้น เด็กต้องสามารถเชื่อมการเล่นมาสู่การเล่าเรื่องได้ก่อน โดยผ่านการเล่นสมมติ เช่น เด็กจะเริ่มเล่นจากชีวิตประจำวันของตนเอง ขยับออกมายากขึ้นเล่นตามเหตุการณ์ที่พบเจอในสังคม มีรายละเอียดจากประสบการณ์ตรงของตนเอง มีบทสนทนา ซึ่งจะนำไปสู่การคิดเรื่องราวของตนเอง มีการกำกับเหมือนละครฉากหนึ่ง จากพัฒนาการด้านการเล่นไปสู่พัฒนาการด้านเล่าเรื่อง

อ้างอิงจากทฤษฎี Stage of Narrative Development ของ Hedberg & Westby (1993), Stein & Glenn (1979) จะแบ่งลำดับการเล่าเรื่องของเด็กเป็น 7 ขั้น ตามลำดับ วิธีการเล่า ความซับซ้อนและรายละเอียดในการเล่า ดังนี้


Stage 1 : Descriptive Sequence (2-3 ปี) เด็กพูดเป็นคำๆ หรือประโยคที่เห็นโดยไม่มีเหตุการณ์ เช่น เจ้าแมว
Stage 2 : Action Sequence (3-4 ปี) บอกว่าตัวละครทำอะไรและมีเหตุการณ์ต่อเนื่องอย่างไร เช่น เจ้าแมวเดินแล้วเจอเจ้าหมาแล้วไปกินข้าวแล้วนอน เป็นต้น
Stage 3 : Reaction Sequence (4-5 ปี) เพิ่มการบอกเหตุและผลเข้าไป เช่น แมวหิวก็เลยชวนหมาไปกินข้าว
Stage 4 : Abbreviated Episode (5-6 ปี)เพิ่มการกำหนดโครงเรื่องและการใส่ความรู้สึกตัวละคร เช่น เจ้าแมวรู้สึกหิวมากเลยวางแผนจะไปหาอาหารกินที่ริมแม่น้ำ เจอกับเจ้าหมาดูแล้วคิดว่าเจ้าหมาน่าจะรู้สึกหิวเหมือนกันเลยชวนกันไปกินข้าว
Stage 5 : Complete Episode (6-7 ปี) มีครบทุกองค์ประกอบเช่น มีปัญหา มีแผนการ วางแผนลงมือ และผลลัพธ์

Stage 6 : Complex Episode (7-9 ปี) เพิ่มอารมณ์ซับซ้อน มีหลายแผนที่สามารถเพิ่มเติมเข้ามาได้ตลอดเพื่อแก้ไขปัญหา
Stage 7 : Interactive Episode (9 ปีขึ้นไป) ตัวละครมีเป้าหมายที่ส่งผลกัน หรือมีเหตุการณ์หนึ่งและซ็อนกับเหตุการณ์หนึ่ง มีการถกเถียง ต่อรอง กัน



