เด็กเสียงแหบ ต้องทำอย่างไร

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง

“เสียง คือ สื่อกลางสำคัญที่สุดของมนุษย์

โดยเฉพาะในเด็กเล็กวัยกำลังเรียนรู้ เสียงแสดงออกถึงตัวตน อารมณ์ ความต้องการ การสื่อสาร หากวันหนึ่งเสียงใสๆของลูกกลายเป็นเสียงแหบ นอกจากจะสร้างความกังวลแก่พ่อแม่และตัวเด็กเองแล้วว่า เสียงของเขา “แหบและไม่เหมือนเดิม” ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพของเด็กที่เราควรให้ความใส่ใจด้วยเช่นกัน เสียงแหบอาจทำให้เด็กไม่มั่นใจในการพูด กลัวถูกล้อเลียน หรือไม่กล้าแสดงออกในที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อพัฒนาการทางภาษาและอารมณ์โดยรวมได้

ในวันที่ลูกเสียงแหบ บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ทราบว่า เราควรทำอย่างไร มีสาเหตุอะไรได้บ้าง วิธีดูแล “เด็กเสียงแหบ” อย่างถูกต้อง ตลอดจนแนวทางป้องกัน การรับการบำบัดและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกน้อยกลับมามีเสียงสดใส แข็งแรง และพูดคุยอย่างมั่นใจอีกครั้ง 

สาเหตุของอาการเสียงแหบในเด็กเสียงแหบ

1. การใช้เสียงมากเกินไป
เด็กเสียงแหบมักเกิดจากพฤติกรรมที่ใช้เสียงมากเกินไป เช่น ชอบพูดเสียงดัง ตะโกน กรี๊ด เล่นบทบาทสมมติที่ใช้เสียงสูงบ่อย ๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในเด็กวัย 3-6 ปี โดยเฉพาะ เด็กที่มีพลังเยอะ หรือเรียกร้องความสนใจ

2. เสียงแหบตั้งแต่กำเนิด
เด็กเสียงแหบบางรายมีเสียงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด เช่น เส้นเสียงโก่ง หรือเส้นเสียงมีแผลเป็นตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้เสียงของเด็กไม่ใสหรือชัดเจนเท่าเด็กทั่วไป ลักษณะเหมือนมีลมแทรกในขณะที่พูด เสียงพูดแหบหร่า เบา หรือเสียงเหมือนมีเสมหะติดอยู่ในลำคอตลอดเวลา

3. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
เด็กเสียงแหบอาจเกิดจากโรคหวัด ภูมิแพ้ หรือติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เส้นเสียงบวมแดง มีตุ่มน้ำ หรือมีสารคัดหลั่งในลำคอ ส่งผลให้เสียงแหบตามมา โดยเฉพาะในเด็กที่ป่วยบ่อย

4. ปัญหาเรื่องกรดไหลย้อน
เด็กเสียงแหบบางคนมีปัญหากรดไหลย้อนที่ขึ้นมาถึงกล่องเสียง ทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดเสียงแหบเรื้อรังในเด็กได้เช่นกัน

5. ต่อมทอนซิลโต
หากเด็กเสียงแหบมีต่อมทอนซิลที่โตผิดปกติ อาจไปกดทับกล่องเสียงหรือเส้นเสียง ทำให้เปล่งเสียงได้ไม่ชัดเจน หรือมีเสียงแหบอย่างต่อเนื่อง

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเป็นเด็กเสียงแหบ

การดูแล “เด็กเสียงแหบ” เบื้องต้นควรมุ่งเน้นที่การลดการใช้เสียง และการดูแลเส้นเสียงให้ชุ่มชื้นและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม โดยสามารถปฏิบัติดังนี้:

  1. เด็กเสียงแหบควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องเป็นประจำ ไม่แนะนำให้ทานน้ำอุ่นหรือเย็นจัด เพราะน้ำที่ร้อนอาจกระตุ้นอาการอักเสบ ส่วนของเย็นอาจทำให้หลอดเลือดบริเวณเส้นเสียงหดตัว
  2. เด็กเสียงแหบควรจิบน้ำบ่อย ๆ ทีละนิดตลอดวัน เพื่อให้เส้นเสียงชุ่มชื้น ลดการเสียดสีขณะออกเสียง
  3. งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ด เปรี้ยว เช่น มะนาว พริก พริกไท เพื่อไม่ให้เส้นเสียงของเด็กเสียงแหบระคายเคืองมากขึ้น
  4. งดอาหารเย็นจัด เช่น ไอศกรีม น้ำแข็ง โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กเสียงแหบยังมีอาการอยู่
  5. งดอาหารร้อนจัด เช่น ซุปร้อนๆ น้ำร้อนๆ ควรรอหรือเป่าให้เย็นลงก่อนทานเพื่อไม่ให้อาการอักเสบของเส้นเสียงมีมากกว่าเดิม
  6. เด็กเสียงแหบควรหลีกเลี่ยงการใช้เสียงตะโกน การร้องเพลงเสียงสูง
  7. เด็กเสียงแหบควรงดการพูดกระซิบ การกระซิบทำให้เส้นเสียงเกร็งกว่าการพูดปกติ อาจทำให้เด็กเสียงแหบแย่ลง ควรสอนให้เด็กใช้เสียงธรรมชาติที่เบาและผ่อนคลายมากกว่า
  8. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควันรถ ควันบุหรี่ ซึ่งกระตุ้นให้เด็กเสียงแหบอักเสบมากขึ้น
  9. ฝึกการหายใจที่ถูกต้องให้เด็กเสียงแหบ เช่น หายใจเข้าทางจมูก และเป่าลมออกทางปากยาว ๆ เพื่อให้ใช้ลมพูดได้ประสิทธิภาพขึ้น และเพื่อให้เส้นเสียงได้ผ่อนคลายลง และให้เส้นเสียงได้พักฟื้นตัวเอง
  10. ฝึกให้เด็กเสียงแหบเว้นวรรคระหว่างการพูด ไม่พูดยาวเกินไป และพูดช้าลง เพื่อถนอมเส้นเสียง

เมื่อไหร่ที่เราควรพา “เด็กเสียงแหบ” ไปพบแพทย์

หากเด็กเสียงแหบมีอาการเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ เสียงเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด หายใจลำบาก เหนื่อยขณะพูด หรือ หากลูกเสียงแหบแล้วเริ่มพูดน้อยลง ไม่กล้าพูดในห้องเรียน ควรพาไปพบแพทย์หู คอ จมูก ทันทีเพื่อวินิจฉัย ดูการทำงานและลักษณะของเส้นเสียงและรักษาอย่างตรงจุด

พาพบนักแก้ไขการพูดเพื่อดูแล “เด็กเสียงแหบ” อย่างตรงจุด

นักแก้ไขการพูดจะช่วยประเมินลักษณะการใช้เสียงของเด็กเสียงแหบ ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการออกเสียง การใช้ลมหายใจ หรือกล้ามเนื้อใดผิดปกติหรือไม่ และจะออกแบบแบบฝึกหัดเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เด็กเสียงแหบสามารถพูดได้ดีขึ้น เสียงชัดขึ้น เส้นเสียงแข็งแรงขึ้น และลดอาการเสียงแหบได้ในระยะยาว

ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้ปกครองของเด็กเสียงแหบ

  • ไม่ควรบอกเด็กเสียงแหบว่า “เสียงไม่เพราะ หรือ เสียงแหบมากฟังไม่ออก” เพราะจะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของเด็ก
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและไม่กระตุ้นให้เด็กต้องใช้เสียงมากเกินไป สร้างมุมสงบในบ้าน ให้ได้พักการใช้เสียงลง
  • เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก ไม่ตะโกนหรือกระซิบ ในขณะที่เด็กยังอยู่ในการกระบวนการรรักษาเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจอยู่ข้างเขา และกำลังพยายามแก้ไขไปพร้อมกับเขา
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นการตะโกน เช่น ตะโกนเรียกสัตว์เลี้ยง การแข่งขันร้องเพลง การเล่นสมมติที่ใช้เสียงดัง
  • ค่อย ๆ สอนวิธีพูดที่ถูกต้องและใช้เสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ให้คำชมเมื่อลูกพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมาะสม

การดูแลเด็กเสียงแหบ ต้องอาศัยการดูแลและสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ รวมถึงอาศัยความอดทน เนื่องจากการฝึกเสียงให้กลับมาเป็นปกตินั้นใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญที่จะช่วยสังเกต ดูแล ให้กำลังใจ ให้เด็กมีกำลังใจและสามารถกลับมาใช้เสียงได้อย่างมั่นใจ ตลอดจนกระทั่งเสียงของเด็กกลับมาใสดังเดิม

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง
ผส.327