นักแก้ไขการพูดมีส่วนช่วยเด็ก LD อย่างไร

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง

อย่างที่เราทราบกันว่าเด็กที่เป็นโรคการเรียนรู้บกพร่อง LD (learning disability) นั้นเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง และจะสามารถวินิจฉัยได้เมื่อเด็กอยู่ในวัยประถม 3 ขึ้นไปแล้ว 

สัญญาณเด็กLD (Learning Disability)

  • พูดช้า
  • พัฒนาการด้านการกล้ามเนื้อล่าช้า
  • ไม่เข้าใจ บน-ล่าง หน้า-หลัง ซ้าย-ขวา เมื่อวาน-วันนี้
  • ไม่กระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม ขี้อาย เก็บตัว
  • พูดเร็ว พูดเยอะ
  • เล่าเรื่อง ไม่รู้เรื่อง
  • ครูอนุบาลสังเกตเห็นความผิดปกติเมื่ออยู่ที่โรงเรียน
  • จับดินสอไม่ถูกต้อง
  • งุ่มง่าม ทรงตัวไม่ดี หกล้มบ่อย ผูกเชือกไม่เป็น
  • ลายมืออ่านยาก
  • มีปัญหาอ่าน เขียน คิดเลข

สาเหตุของเด็ก LD

  1. การพัฒนาของสมอง : เด็ก LD มีความผิดปกติในส่วนของการพัฒนาสมองในช่วงแรกของชีวิต สมองไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านความจำ การประมวลและแปรผลจากการฟังการมอง การใช้ภาษา หรือปม้กระทั่ง เด็กเคยบาดเจ็บทางสมอง ขาดออกซิเจนหรืออื่นๆ  ในช่วงแรกของชีวิต
  2. ปัจจัยด้านพันธุกรรม : เด็กอาจได้รับอิทธิผลที่เกี่ยวข้องมาจากพันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็น LD หรือโรคทางสมอง
  3. ปัจจัยด้านการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม : เด็กอาจเป็น LD ได้จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมขาดการกระตุ้นจากครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเครียดจากครอบครัว โรงเรียน ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน
  4. เด็กมีภาวะความบกพร่องอื่นร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ เช่น สมาธิสั้น(ADHD), ออทิสติก (ASD) ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
  5. ความบกพร่องทางการรับรู้ : ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ด้านเสียง ตัวอักษร การเชื่อมโยงข้อมูลจากภาพ เสียง ส่งผลต่อการอ่าน เขียน คำนวณ

บทบาทของนักแก้ไขการพูด ในการช่วยเหลือเด็ก LD 

นักแก้ไขการพูด เป็นหนึ่งในทีมที่จะดูแลเด็กLD โดยจะประเมินและช่วยเหลือเด็กLD ด้วยการบำบัดด้วยการฝึกพูดและฝึกฟัง เนื่องจากเด็กLD จะพบปัญหาในด้านการประมวลผลด้านภาษาและการพูด โดย

แบ่งการรักษาออกเป็น 3 ด้าน

  1. ปัญหาด้านการแปรผลระบบเสียงในภาษา (Phonological processing)
  2. ปัญหาด้านความเข้าใจภาษา (Language processing) 
  3. ทักษะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาษา

ปัญหาด้าน Phonological precessing

คือ ปัญหาในด้านความสามารถในการรับรู้กระบวนการใช้หน่วยเสียงในภาษา แปรผลเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ทักษะนี้จำเป็นสำหรับ การฟัง การอ่าน การเขียน การพูด 
ได้แก่

  • ความสามารถในการตระหนักเรื่องเสียงในภาษา(phonological awareness) พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ เข้าใจและจัดการกับเสียงในภาษาได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการอ่านการสะกดคำ โดยเฉพาะด้าน phonological awareness นี้ เด็กLD จะพบปัญหามาก

เช่น

  • แยกเสียงในระดับคำ (word level) คือ คำคล้องจอง(Rhyming), การสัมผัสอักษร(Alliteration), จำนวนคำในประโยค(Sentense Segmentation) เช่นคำคล้องจอง เด็กรู้ว่าคำว่า ทอน คล้องจอง กับคำว่า สอน หรือการสัมผัสอักษร อ่าน มีเสียงคำแรก(พยัฐชนะต้น) เหมือนคำว่า อิ่ม และ จำนวนคำในประโยค คำว่า ปฏิมากรรม เด็กได้ยินว่ามี 4 พยางค์ เป็นต้น 
  • แยกเสียงในระดับพยางค์ (Syllable level) คือ การรวมพยางค์(Blending), การแยกพยางค์(Segmenting) เช่น แยกได้ว่า แมวน้ำ มีคำว่า แมว กับ น้ำ (Segmenting) และ รวมกลับมาเป็นคำว่า แมวน้ำได้ (Blending)
  • แยกเสียงในระดับคำขึ้นต้น ควบกล้ำ(Onset and Rime level) คือ คำขึ้นต้น(onset) และเสียงสระ+พยัญชนะท้ายของคำ(Rime) เช่น ทอน คำขึ้นต้นคือ เสียง ท (onset) รวมกับ สระ ออ+เสียง น (Rime) 
  • แยกเสียงในระดับหน่วยคำ (Phonemic awareness level)  phoneme เป็นหน่วยเสียงที่เล็กที่สุดที่สามารถแยกแยะและนำมาสร้างคำได้ เป็นลำดับที่จากที่สุดเพราะเด็กจะต้องฟังแยกออกมาให้ได้ว่า คำที่ได้ยินประกอบมาจากเสียงอะไรบ้าง เช่น คำว่า ทอน มาจาก เสียง เทอะ+ออ+เนอะ (ท+อ+น) /t/+/ɔɔ/+/-n/ เป็นต้น 
  • ความสามารถในการจดจำคำพูด (verbal short term memory) สามารถจดจำคำพูดที่เคยได้ยินมาแล้ว เพื่อพัฒนาการออกเสียง ท่องคำท่องเสียงได้ ช่วยในการจำลำดับเสียง เช่นในคำที่พูดยาก ปฏิมากรรม เด็กต้องจำลำดับได้ว่าได้ยินว่า ปะ-ติ-มา-กำ  เป็นต้น 
  • ความเร็วในการนึกคำศัพท์ (rapid serial number) คือความสามารถในการนึกสัญลักษณ์ การเรียกชื่อได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นนึกชื่อ ตัวอักษร ตัวเลข ภาพ คำต่างๆ
  • ความเร็วความแม่นยำในการออกเสียง (articulation speed) ความสามารถในการระบุเสียง การออกเสียงคำได้อย่างถูกต้องชัดเจนด้วยความรวดเร็ว 
  • Phonological Decoding คือ กระบวนการที่เด็กใช้ในการแปลงเสียงที่ได้ยินมาเป็นตัวอักษรและการอ่านคำ โดยการ การเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรในภาษา และการแปลงเสียงเหล่านั้นเป็นคำที่สามารถเข้าใจได้

ปัญหาด้านความเข้าใจภาษา (Language processing) 

คือ ปัญหาในด้านการประมวลผลภาษา ซึ่งต้องใช้ 5 องค์ประกอบของภาษา (5 component of language) มาประกอบกัน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ครบองค์รวม ได้แก่

  • ปัญหาด้านระบบหน่วยเสียง (Phonology) คือการฟังเสียงระดับหน่วยเสียง เมื่อเด็กมีปัญหาในส่วนหน่วยเสียงอาจจะสังเกตได้จาก เด็กพูดไม่ชัด 
  • ปัญหาด้านการสร้างคำ (Morphology) คือการสร้างคำจากจากหน่วยคำย่อย เด็กที่มีปัญหาในด้านนี้จะ ไม่สามารถสร้างคำให้เหมาะสมกับบริบท เช่น การผันคำตามกาลเวลา เช่น จากคำว่ากิน เป็น กินแล้ว(กลายเป็นอดีต) หรือ การผันคำตามบุรุษ เช่น ไป เป็น ไปนะ เพื่อเพิ่มความสุภาพ และเปลี่ยนความหมายของคำ รวมถึงการประสมคำ จากปาก+กา เป็นปากกา สังเกตได้ว่าเด็กจะพูดสั้นๆ หรือรวมคำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจว่าจะรวมคำอย่างไร
  • ปัญหาด้านการใช้ประโยค (Syntactic) คือการใช้ประโยคในรูปแบบต่างๆเช่น ประโยคความเดียว ประโยคความรวม ประโยคความซ้อน หรือ เป็นความหลากหลายของประโยค เช่น ประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ คำถาม เด็กที่มีปัญหาในส่วนนี้อาจะไม่เข้าใจคำถาม หรือไม่สามารถใช้รูปประโยคที่แตกต่างหลากหลายเพื่อใช้ในการสื่อสารได้ หรือพูดสั้นๆไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ 
  • ปัญหาด้านคำศัพท์ (Semantic) คือการใช้คำศัพท์ ไม่เพียงเฉพาะรู้จักชื่อคำนาม คำกริยา เรียกชื่อสิ่งต่างๆได้(lebelling) แต่รวมถึง การบอกหน้าที่ของคำศัพท์นั้น (function) เช่น กรรไกรเอาไว้ตัด , เชื่อมโยงคำศัพท์ต่างๆเข้าด้วยกัน (association) เช่น สัตว์-ที่อยู่ ; หมาอยู่ในบ้าน สัตว์กับเสียงร้อง; หมาร้องโฮ่งๆ เป็นต้น, การจัดหมวดหมู่คำ (categorization) เช่นทหมาเป็นสัตว์ กล้วยเป็นผลไม้ ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น, การเปรียบเทียบคำศัพท์บอกความเหมือน(similarities) เช่น แจกันสีเขียวเหมือนต้นไม้ หมากับแมวเป็นสัตว์เหมือนกัน, การเปรียบเทียบคำศัพท์บอกความแตกต่าง(differences) เช่น หมาไม่เหมือนแมว เพราะหมาร้องโฮ่งๆ แมวร้องเหมียวๆ หมาตัวใหญ่แมวตัวเล็ก เป็นต้น, การบอกความหมายหลากหลายของคำศัพท์(multiple meaning) เช่น คำว่า ไฟ(แสงสว่าง) หมายถึง ไฟฟ้า หรือ อาจแปล ไฟ(ความร้อน) เช่นไฟไหม้, น้ำ อาจจะหมายถึง น้ำ(ของเหลว) น้ำเปล่า หรือ น้ำ(คงามหมายทางอารมณ์ เช่น น้ำใจเป็นต้น , สำนวน(idioms) เช่น ปิดทองหลังพระ มีความหมายโดยนัยว่า การทำดีไม่หวังผล เป็นต้น, การเปรียบเทียบคำที่มีความหมายหรือลักษณะในทางเดียวกันหรือต่างกัน(analogies) เช่น หมา=สุนัข, ร้อน ตรงข้ามกับเย็น, ต้นไม้กับราก เปรียบเทียบกับ มนุษย์กับสมอง เพื่อสื่อถึงส่วนสำคัญของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เป็นต้น
  • ปัญหาด้านการใช้ภาษาให้เหมาะสมในสังคม (Pragmatics) ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ที่สำคัญในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกคำให้เหมาะกับบุคคล สถานที่ เวลา, ความสามารถในการปรับคำพูดของตนเองเพื่อความสุภาพ หรือเพื่อเพิ่มความชัดเจน, การสื่อสารโดยใช้ท่าทาง สีหน้า ร่วมเพื่อเสริมการบอกอารมณ์ที่ต้องการสื่อสาร, การคงหัวข้อสนทนา, การรู้จักสลับบทบาท รอคอยขณะสนทนา เป็นต้นแต่ละหัวข้อมีความสำคัญในการทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพในสังคม
  • นอกจากนี้ ยังรวมถึง การใช้การบรรยาย ซึ่งใช้ความสามารถด้าน semantic และ pragmatic ประกอบกันเพื่อใช้การบรรยายความให้เข้ากับ บุคคล เวลา สถานที่ เป็นต้น 

ปัญหาด้านอื่นๆ

เช่น ด้าน Executive function : เด็ก LD ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ จึงจำเป็นจะต้องมัทักษะสมองขั้นสูงเพื่อความมีวินัย การควบคุมตนเองให้ทำงานหรืออดทนต่อการเรียนได้จนสำเร็จ 

กิจกรรมและคำแนะนำที่ส่งเสริมทักษะด้านภาษาและการพูดของเด็ก LD 

  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง LD ตั้งความคาดหวังให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กเพื่อไม่ให้เด็กกดดัน หรือเครียด รวมถึงให้แรงเสริมเชิงบวกเสมอ ชื่นชมในความพยายามของเด็ก เข้าอกเข้าใจถึงความยากลำบากในการเรียนของเด็ก 
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเรียนรู้แก่เด็ก ทั้งที่บ้านและโรงเรียน มีห้องเรียนที่มีสื่อสารเรียนหลากหลาย ทั้งอุปกรณ์ สื่อการเรียนภาพ แบบฝึกหัดต่างๆ
  • ผู้ปกครองปรับการพูดให้ช้าลง
  • เน้นการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอทุกๆวันเพื่อสร้างความมีวินัยแก่เด็ก LD 
  • ใช้การเล่นหรือทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกสนาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้
  • กิจกรรมที่แนะนำ การชวนเด็กร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ ที่มีทำนอง มีคำคล้องจอง ให้เด็กฟัง
  • การเน้นทำกิจกรรมการฟังในเรื่อง phonological awareness เช่น การฟังแล้วตบมือตามจำนวนพยางค์, การฝึกเชื่อมเสียงที่ได้ยินกับตัวอักษร
  • ฝึกฟังและฝึกเล่าเรื่อง ผ่านนิทาน 

นอกจากนักแก้ไขการพูดและนักกิจกรรมบำบัดแล้ว เด็กLDจะต้องพบผู้เชี่ยวชาญได้แก่ 

  1. จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น : ผู้วินิจฉัยโรค LD รวมถึงตรวจพัฒนาการ และการบำบัดด้วยยา 
  2. นักจิตวิทยา : หากเด็ก LD มีปัญหาด้านจิตใจร่วมด้วย รวมถึงเป็นผู้ประเมิน IQ เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค
  3. นักแก้ไขการพูด : ตรวจวินิจฉัยและออกแบบการรักษาเฉพาพ ด้านการรับรู้ภาษาและการพูด
  4. นักกิจกรรมบำบัด : ตรวจวินิจฉัยและออกแบบกิจกรรมเฉพาะ ด้านการรับรู้ การแปรความจากการมอง รวมถึงการประสานการทำงานของร่างกาย การใช้มือและร่างกาย 
  5. ครูการศึกษาพิเศษ : ออกแบบการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลให้แก่เด็ก LD 
ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง
ผส.327