นักแก้ไขการพูดกับออทิสติก

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง

เปลี่ยนความเงียบเป็นคำพูด : นักแก้ไขการพูดกับออทิสติก

ความหลากหลายของเด็กออทิสติก (Autism Spectrum Disorder – ASD) 

การดูแลเด็กออทิสติกนั้นอาจจะไม่ได้ง่ายเหมือนเด็กทั่วๆไป โดยตัวโรคออทิสติกนั้นเองก็มีความแตกต่างกันหลากหลาย เด็กออทิสติกไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกคน หรือที่เราเรียกว่า “สเปกตรัม” นั้นหมายถึงแถบสีที่หลากหลาย เป็นคำที่สื่อสารถึงความสามารถของเด็กออทิสติกแต่ละคนที่แตกต่างกัน

ในด้านที่สังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นด้านการสื่อสาร เด็กออทิสติกบางรายอาจจะไม่พูดเลย บางคนพูดได้เล็กน้อย หรือบางคนก็สามารถพูดได้ใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป 

นักแก้ไขการพูด

เป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ท่ีทำหน้าที่ที่จะช่วยเหลือให้เด็กออทิสติกสื่อสารแสดงออกความต้องการของพวกเขาออกมาสู่โลกภายนอกได้ ซึ่งความเข้าใจผิดของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลายๆท่านมองว่า นักแก้ไขการพูดจะต้องช่วยเหลือโดยการสอนให้เด็กพูดเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด

สิ่งสำคัญของการแก้ไขการพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำพูดแต่การแสดงออกไม่ว่าจะเป็น สีหน้า การมองหน้าสบตา การใช้ท่าทางสื่อสาร การแสดงออกพฤติกรรมบางอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักแก้ไขการพูดให้ความสำคัญและไม่ละเลยที่จะกระตุ้นเพื่อเป้าหมายคือการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้แก่เด็กออทิสติก

การตั้งเป้าหมายของการฝึกพูดในเด็กออทิสติก แต่ละกลุ่ม 

การตั้งเป้าหมายต้องตั้งให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็ก ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆระยะเวลา 1-3 เดือนก่อน เริ่มฝึกตามลำดับจากง่ายไปยาก เช่น

  • กลุ่มเด็กที่ไม่พูดเลย
    • เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ โดยเริ่ม สร้างพื้นฐานการสื่อสารให้แก่เด็ก โดยการกระตุ้นการมองหน้าสบตา มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  เพิ่มวงรอบการสื่อสาร เพิ่มเจตจำนงในการสื่อสารแก่เด็ก (Communication intention)ให้เด็กอยากสื่อสารบอกความต้องการ เพื่อกระตุ้นให้เด็กออกมาจากโลกส่วนตัว ร่วมกับการใช้ท่าทางในการสื่อสารก่อน (Non-Verbal)  เช่น บ๊ายบาย สวัสดี แบมือขอ ชี้บอก จากนั้นเมื่อทำได้จึงกระตุ้นให้เด็กเริ่มสื่อสารโดยใช้คำพูด การออกเสียงต่อไป หรือใช้ตัวช่วยการสื่อสารอย่างใช้ภาพสื่อสาร(PECs) หรืออุปกรณ์ช่วยสื่อสาร (AAC) เข้ามาช่วยเพื่อใช้เสริมการสื่อสารบอกความต้องการ
  • กลุ่มเด็กที่พูดสื่อสารได้บ้าง
    • กลุ่มนี้สามารถพูดได้ โดยยังไม่สมวัย จะเน้นไปที่การเพิ่มคลังคำศัพท์ กระตุ้นการโต้ตอบ รวมถึงเพิ่มความยาวที่ใช้ในการสื่อสารการเรียงประโยคตามไวยากรณ์ กระตุ้นให้ประโยคที่ใช้ซับซ้อนขึ้น เช่น จากพูดได้สั้นๆเมื่ออยากได้ของว่า “น้ำ” ฝึกกระตุ้นจนเป็น “ขอน้ำ” เรื่อยมาจนเป็นประโยค “แม่ขอน้ำหน่อยค่ะ” เมื่อเด็กโต้ตอบได้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะดูเรื่องการใช้คำพูดเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป เช่น คอแห้งจังทำไงดี เป้าหมายต้องการให้เด็ก หยิบน้ำมาให้ได้ หรือ ใช้คำพูดบอกได้ว่า “กินน้ำ” เป็นต้น ซึ่งการที่เด็กสามารถตอบได้เมื่อเกิดปัญหานั้นยากกว่าการบอกความต้องการอย่าง ขอน้ำ ซึ่งเป็นจุดประสงค์และความยากที่แตกต่างกัน 
  • กลุ่มเด็กที่สื่อสารได้ดี แต่มีปัญหาด้านการสื่อสารในสังคม
    • เป็นกลุ่มที่พูดโต้ตอบได้ยาวเป็นประโยค รู้จักคำศัพท์มาก แก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ แต่จะมีปัญหาการเข้าสังคม เป้าหมายของเด็กกลุ่มนี้จะเป็นการกระตุ้นทักษะการสื่อสารทางสังคม หรือ Pregmatic skills เช่น ทักษะการสนทนา การใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบริบท การอ่านสีหน้าและการอ่านสถานการณ์ที่ไม่ใช่การพูด เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนที่เด็กออทิสติกขาดไป ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการฝึกพูด เพื่อให้เด็กสามารถใช้การสื่อสารในสังคมได้ใกล้เคียงเด็กปกติมากที่สุด 

ทำไมทักษะทางสังคม หรือ Pragmatic skills จึงสำคัญ จนเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของการฝึกพูด

เด็กออทิสติกนั้นมีลักษณะความบกพร่องหลัก 3 ข้อด้วยกันคือ ความบกพร่องด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม,​ ความบกพร่องด้านการสื่อสาร และ พฤติกรรมและความสนใจที่จำกัดหรือเป็นแบบแผนซ้ำๆ ทั้ง 3 หัวข้อนี้จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ส่งผลกระทบหลายด้านรวมถึงด้านการสื่อสาร 

แม้ว่าเด็กจะสามารถพูดสื่อสารได้แล้ว มีคำศัพท์มาก ตอบคำถามได้ แต่ก็มีส่วนทักษะทางสังคม หรือ Pragmatic skills หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือเรื่องของการรู้จักการใช้ภาษาให้ถูกกาละเทศะ สถานการณ์ และคู่สนทนา ที่ทำให้เด็กออทิสติกแตกต่าง และเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเด็กออทิสติกที่จะฝึกฝน หัวข้อนี้ครอบคลุมตั้งแต่ 

  1. ทักษะกาารสนทนา หรือ Conversation skills 
    • การรู้จักสลับบทการกันสื่อสาร Turn-Taking : รู้จักฟังและสลับกันพูด ไม่พูดแต่เรื่องตนเอง พูดอยู่คนเดียวในบทสนทนา หรือการขัดจังหวะเมื่ออีกฝ่ายกำลังพูด 
    • การเริ่มและจบบทสนทนา (Initiating and Ending Conversation) : เช่นปัญหาในการทักทาย-บอกลา ชวนผู้อื่นพูดคุย สนทนา และการตัดหรือจบบทสนทนาในจังหวะที่เหมาะสม
    • การคงหัวข้อสนทนา (Topicalization) ปัญหาในการพูดคุยสนทนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ ปัญหาในการพูดแต่เฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ หรือ เมื่ออยากเปลี่ยนหัวข้อไม่รู้จะพูดอย่างไร
    • การปรับคำพูดใหม่ให้ผู้ฟังเข้าใจ (Clarification and Repair) เมื่อผู้ฟังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสาร อาจจะมีปัญหาในการปรับคำใหม่ หรือเลือกใช้คำใหม่เพื่อสื่อสาร อธิบายใหม่ให้เหมาะสมกับผู้ฟัง 
  2. ทักษะการเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบริบท (Contextual Language)
    • การปรับภาษาหรือคำที่ใช้กับคู่สนทนาและสถานการณ์ เช่น การเลือกใช้คำให้เหมาะกับผู้ใหญ่หรือเพื่อน การพูดเสียงดังหรือเบาเกินไปในสถานที่ต่างๆ
    • เข้าใจความหมายแฝง เช่น การตีความสำนวน มุกตลก หรือคำพูดประชดประชัน 
    • การให้ข้อมูลเมื่อได้รับการร้องขอ เช่น อาจให้ข้อมูลได้ตรงประเด็กไม่มากเกินไปเกินกว่าผู้รับจะรับไหว หรือเลี่ยงประเด็นการตอบไป หรือไม่สามารถถามเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ 
    • การใช้ภาษาหลากหลาย เช่น นอกจากการรู้จักบอกความต้องการเป็นพื้นฐานง่ายๆที่เด็กใช้สื่อสารแล้วยังต้องมีทักษะในการพูดขอร้อง ต่อรอง ขออนุญาต แสดงความเห็น ปลอบโยน การขอโทษและขอบคุณ เป็นต้น 
  3. ทักษะการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด (Non-Verbal communication)
    • การมองหน้าสบตาขณะสื่อสาร การมองหน้าไม่มองหน้าขณะสื่อสาร หรือมองจ้องมากเกินไป
    • การอ่านสีหน้าว่าผู้ฟังรู้สึกอย่างไร หรือตัวเด็กเองอาจจะแสดงสีหน้าไม่ตรงกับความรู้สึก
    • การอ่านภาษากาย ปัญหาในการตีความจากท่าทางของผู้อื่น หรือตัวเด็กเองใช้ภาษาท่าทางไม่เหมาะสมกับบริบท
    • การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล รักษาระยะห่างไม่ใกล้หรือห่างจนเกินไปเมื่อสนทนา
    • การเข้าใจ Theory of mind หรือเข้าใจความคิดในมุมมองของคนอื่น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นี้ 

จุดประสงค์ในการฝึก Pragmatic skills แก่เด็กออทิสติกไม่ได้ส่งเสริมให้เด็ก“พูดเก่ง” แต่ทำให้เด็ก“พูดเป็น” พูดโต้ตอบและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ รวมถึงสามารถวางตัวรู้ว่าควรหรือไม่ควรพูดตอนไหน ลดปัญหาความเข้าใจผิด ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อให้การสื่อสารของเด็กออทิสติกนั้นใกล้เคียงกับเด็กทั่วไปมากที่สุด  

การทำงานของนักแก้ไขการพูด ไม่ใช่แค่การเปลี่ยน ความเงียบ เป็นคำพูด แต่เป็นการทำเพื่อสร้างศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดให้แก่เด็กออทอสติก ส่งเสริมความสามารถด้านการสื่อสารให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะพัฒนาได้ ลดความคับข้องใจแก่เด็ก รวมถึงเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล สามารถมีปฏิสัมพันธ์และเข้าใจสิ่งที่เด็กต้องการสื่อสารได้มากขึ้น นอกจากนั้น เพื่อให้ตัวเด็กเองปรับตัวกลับเข้าสู่สังคม มีเพื่อน มีสังคมของตนเอง 

การเห็นเด็กคนหนึ่งจากที่เงียบไม่พูดไม่ออกเสียง กลับมาสื่อสารได้ ไม่ว่าจะโดยการใช้ท่าทาง หรือบางคนพูดได้ เรียกชื่อ พูดเล่าเรื่องได้นั้นคือความสำเร็จจากความทุ่มเทของพ่อแม่ ผู้ดูแล รวมถึงนักแก้ไขการพูดเอง ที่สามารถส่งต่อความรู้ที่มี เพื่อสร้างรอยยิ้มและส่งเด็กคนหนึ่งกลับสู่สังคมได้อย่างมีความสุข

ผ.ส. มุทิตา สุวรรณัง
ผส.327